นิว-วงศกร กับ 10 ปี… บนเส้นทางบันเทิง

นิว-วงศกร  กับ 10 ปี... บนเส้นทางบันเทิง

         “ผมเปลี่ยนตัวเองจากคนที่เก็บเนื้อเก็บตัว เป็นคนรู้จักเข้าสังคมมากขึ้น จากคนที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง แทบจะเข้ากับใครไม่ได้ ตอนนี้เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นในสังคมให้มีความสุขขึ้น”

การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป
จากวันแรกที่เข้าวงการบันเทิง ถึงวันนี้ ถามว่าการใช้ชีวิตผมเปลี่ยนไปไหม ผมว่าความคิดของคนเปลี่ยนไปตามอายุ ตามประสบการณ์ แต่การใช้ชีวิตไม่เปลี่ยน อย่างผมเคยชอบอะไรก็ยังชอบเหมือนเดิม เพียงแต่การที่เราเข้ามาอยู่ตรงนี้ต้องคำนึงถึงคนที่เขามองดูเราเป็นแบบอย่าง ถ้าจะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าตัดสินใจผิดพลาดมันจะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ซึ่งเรื่องบางเรื่องคนธรรมดาทำได้เป็นเรื่องปกติ แต่เราเป็นนักแสดงอาจจะทำไม่ได้เพราะมีเด็กๆ เยาวชนดูเราเป็นตัวอย่าง แล้วเราไม่มีโอกาสอธิบายให้เขารู้ว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ดีนะอย่าทำ อันนี้พี่ลองแล้วไม่ดี ซึ่งถ้าเขาเห็นว่าดาราคนนี้ทำได้ เขาอาจจะทำตามเพราะยังเด็กเกินกว่าจะมีวิจารณญาณว่าอันนี้ทำแล้วดี ไม่ดี เหมือนดาบสองคม

การปรับตัวของนิว
พอเข้าวงการบันเทิงมา แรกๆ ผมปรับตัวไม่ได้ ผมคิดว่าทำไมเราต้องมาคุยกับคนแปลกหน้าอย่างนี้ ทำไมต้องมาเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง ทำไมเขาต้องอยากรู้เรื่องส่วนตัวของผม ผมรับไม่ได้ ผมไม่เข้าใจ เรื่องส่วนตัวนี่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยเช่น คบกับใคร มีแฟนหรือยังมันไม่ใช่โลกที่ผมเคยอยู่มาก่อน
พอก้าวมาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง เหมือนเป็นคนใหม่ที่เข้ามาในสังคมที่ไม่เคยรู้จัก เราปรับตัวไม่ได้ เราอยู่ไม่ได้ ช่วงแรกที่เจอข่าว ผมเสียสุขภาพจิตไปเลยนะ พูดคนเดียวบ่อยมาก เหม่อลอย เกือบเป็นบ้า จนคนรอบข้างทักและเราบอกตัวเองว่าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ สุขภาพจิตเราจะเสีย ต้องแบ่งระดับความสำคัญของเรื่องที่เข้ามาในชีวิตใหม่ เปลี่ยนมุมมอง จัดทัศนคติใหม่ เรื่องไหนสำคัญน้อยก็อย่าเอาเข้าใส่ในหัว ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ได้ไม่ง่ายเลยครับ

เรียกผมว่า นักแสดง
คำว่าพระเอกช่อง 7 ทำให้ภูมิใจขนาดไหนนะหรือครับ แค่ได้เล่นละคร ผมก็ภูมิใจแล้วครับ คำว่าพระเอกอยู่กับเราไม่นาน แต่คำว่านักแสดงมันอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ผมชอบให้คนเรียกว่านักแสดงมากกว่า ผมคือนักแสดงไม่ใช่พระเอก ผมเล่นบทอื่นได้ ก็ภูมิใจครับ เป็นอาชีพที่ทำให้เรามีรายได้ดี มีความสุข ได้สร้างความสุขให้คนอื่น ได้ดูแลครอบครัวด้วย

ที่มา:sanook