เตือนภัย เด็กดมกาวรวมกลุ่มไถเงิน เมื่อไม่ให้ สุดท้ายถูกรุมทำร้ายจนเลือดอาบ

กะเทยถูกทำร้าย

สาวประเภทสองเข้าแจ้งความถูกเด็กดมกาวย่านสนามกีฬาห้วยขวาง ใช้ไม้ตีหน้า ได้รับบาดเจ็บเย็บ 30 เข็ม หลังถูกไถเงิน 10 บาทแต่ไม่ให้ เผยร้องขอความช่วยเหลือชาวบ้าน กลับไม่มีใครแยแส ! จากกรณีที่ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก บอย สิริรันณศักดิ์ ได้มีการโพสต์ภาพของเพื่อนซึ่งเป็นสาวประเภทสอง ในลักษณะใบหน้าเปื้อนเลือด มีบาดแผลที่หน้าผากและนิ้ว พร้อมระบุข้อความเตือนภัยว่าถูกทำร้ายจากเด็กดมกาวย่านสนามกีฬาห้วยขวาง

กะเทยถูกทำร้าย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด (31 มกราคม 2560) รายการทุบโต๊ะข่าว ทางช่อง AMARIN TV รายงานบทสัมภาษณ์ นายณัฐพงษ์ พวงเงิน ผู้เสียหาย เผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา วันเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง ขณะที่ตนกำลังเดินกลับบ้านหลังกลับจากไปเที่ยวมา ก็พบเด็กดมกาวในละแวกนั้น อายุราว 10 ขวบ มาขอเงิน 10 บาท แต่ตนไม่มี จึงไม่ได้ให้ไป และได้เดินออกมาจากตรงนั้น ก่อนสังเกตเห็นคล้าย ๆ มีเงาคนเดินตามมา และเมื่อหันไปก็พบกับเด็กชายอายุประมาณ 14 ปี ใส่หมวกปิดบังใบหน้าเข้ามาประชิดตัวพร้อมกับเด็กชาย 10 ขวบ ใช้ไม้ฟาดที่ใบหน้าและศีรษะ พร้อมกับพยายามกระชากกระเป๋าสะพายของตนแต่เอาไปไม่ได้ ก่อนจะวิ่งหลบหนีไป

กะเทยถูกทำร้าย

ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ขณะนั้นก็มีประชาชนเริ่มมาวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้าแล้ว ซึ่งตนก็ได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือแต่กลับไม่มีผู้ใดเข้าช่วยเลย ตนไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เนื่องจากเส้นทางแถวสนามกีฬานี้ตนเองก็ใช้เดินกลับบ้านเป็นประจำ

กะเทยถูกทำร้าย

กะเทยถูกทำร้าย

ที่มา:kapook

อดีตลูกจ้างสุดทน ออกโรงแฉเจ้าของบ้านพักคนชราทุบตีคนแก่ไร้ทางสู้ (มีคลิป)

อดีตลูกจ้างสุดทน ออกโรงแฉเจ้าของบ้านพักคนชราทุบตีคนแก่ไร้ทางสู้ (มีคลิป)

        จิตใจทำด้วยอะไร! ผู้ดูแลบ้านพักคนชรา ทำร้ายร่างกายคนแก่อย่างป่าเถื่อน ทางการมาเลเซียทราบเรื่องแล้ว สั่งตรวจสอบเร่งด่วน

         บนสังคมออนไลน์ของมาเลเซียได้มีการแชร์และพูดถึงคลิปวิดีโอ ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Yee Fah Lee นำมาเผยแพร่ ในคลิปวิดิโอปรากฏภาพผู้ชายคนหนึ่ง ดึงรั้งเสื้อของหญิงชราซึ่งน่าจะอายุมากกว่า 80 ปี ก่อนจะตะคอกและทุบตีเธอหลายครั้ง ซ้ำยังมัดเธอไว้อีกด้วย

นอกจากคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีการพูดถึงอีกคลิปหนึ่งซึ่งเป็นภาพผู้ชายคนเดิม กำลังทุบตีชายชราอีกคนอย่างรุนแรงเช่นกัน

ด้านเว็บไซต์ข่าวนิวส์สเตรทไทม์สออนไลน์  ของมาเลเซียรายงานว่า เหตุการณ์ในคลิปวิดีโอเกิดขึ้นที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในมะละกา ประเทศมาเลเซีย ผู้ชายที่ปรากฏในคลิปคือผู้ดูแลบ้านพักคนชราดังกล่าว และผู้ที่ยืนยันว่าเป็นเขาก็คืออดีตลูกจ้างของเขานั่นเอง

หญิงสาวไม่ปรากฏนามวัย 29 ปี ผู้เคยทำงานที่บ้านพักคนชราที่เกิดเหตุ ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจบาตัง ติกา เพื่อร้องเรียนถึงพฤติกรรมอันเลวร้ายของเจ้าของบ้านพักคนชรา เธอกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ฉันตัดสินใจลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เพราะว่าฉันรับไม่ได้กับพฤติกรรมของเขา ตอนที่ฉันทำงานที่นั่น ฉันเห็นเขาทุบตี ดุด่าคนแก่มาหลายต่อหลายครั้ง และเขายังเอาข้าวของบริจาคไปขายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง”

ทันทีที่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดาโต๊ะ เสรี ไอดริส ฮารอน มุขมนตรีรัฐมะละกา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปตรวจสอบบ้านพักคนชราดังกล่าว และให้ออกกฎระเบียบสำหรับการดูแลผู้ชราที่เข้มงวดมากกว่าเดิม โดยให้กรมประชาสงเคราะห์เข้าไปจัดการสืบสวนแล้ว ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง เรื่องจะต้องถูกส่งขึ้นศาลต่อไป

ที่มา:kapook

น้องชายโหดระแวงพี่ฮุบมรดก ใช้ท่อนไม้ทุบหัวดับคาบ้าน

น้องชายโหดระแวงพี่ฮุบมรดก ใช้ท่อนไม้ทุบหัวดับคาบ้าน

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (27 มิ.ย.) เมื่อเวลา 19.30 น. สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุ มีคนถูกฆ่าตาย ภายในบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 3 บ้านหนองใส ต.หนองนาคำ ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูน บริเวณห้องโถงชั้นล่างพบศพ นายเชาว์ อายุ 38 ปี เจ้าของบ้าน นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงไม้ สภาพศพนอนหงาย สวมกางเกงขาสั้นสีดำตัวเดียว

จากการชันสูตรพบมีบาดแผลถูกทุบด้วยของแข็งบริเวณศีรษะและใบหน้า ขมับซ้ายยุบ หน้าผากซ้ายเป็นแผลลึก หน้าอกมีร่องรอยเขียวช้ำคล้ายถูกทุบ ขาขวามีบาดแผลคล้ายถูกของมีคมจิ้ม คนร้ายคือน้องชายผู้ตาย ชื่อ นายสายลม อายุ 33 ปี หลังก่อเหตุได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในวัดบ้านหนองใส ชาวบ้านได้ช่วยกันจับตัวไว้ได้พร้อมท่อนไม้ ยาวประมาณ 1 เมตร ที่ใช้ก่อเหตุส่งให้ตำรวจ

สอบสวนนางณัชฐาพร อายุ 32 ปี น้องสาวผู้ตายและฆาตกร ให้การว่า พวกตนมีพี่น้อง 4 ตน ผู้หญิง 2 คน ผู้ชาย 2 คน พ่อแม่เสียชีวิตมาประมาณ 5 ปี ตนและพี่สาวคนโตได้แต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว เหลือผู้ตายกับฆาตกร ยังไม่แต่งงานมีครอบครัว และอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเกิดเหตุด้วยกัน

โดยทั้งสองคนจะไปทำงานก่อสร้างกับพี่เขยซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ทั้งสองมักจะทะเลาะกันเป็นประจำ ส่วนมากจะเป็นน้องชาย เวลาเมาเหล้ามักจะทุบตีพี่ชายได้รับบาดเจ็บประมาณ 4 ครั้ง

ก่อนเกิดเหตุเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ตายถูกน้องชายทำร้ายร่างกาย ใช้ท่อนไม้ทุบศีรษะและใช้มีดแทง ได้รับบาดเจ็บสาหัส น้องชายกำลังลากร่างไร้สติของพี่ชายออกไปทางประตูหลังบ้าน โชคดีที่พวกตนมาพบก่อน จึงช่วยนำส่งรพ.ศูนย์อุดรธานี เย็บแผลที่ศีรษะและใบหน้ารวม 50 เข็ม และพึ่งออกจากรพ.ได้ 2 วัน กลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน โดยมีตน พี่สาวและพี่เขยนำข้าวปลาอาหารมาส่งพี่ชายเป็นประจำทุกเย็น

วันนี้ก็เช่นเดียวกันพวกตนได้นำอาหารมาส่งพี่ชาย ก็พบน้องชายใช้ท่อนไม้ทุบตีพี่ชายขณะกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ พวกตนได้เข้ามาห้ามปราม แต่น้องชายยังจะใช้ท่อนไม้ทุบทำร้ายพวกตน โชคที่พี่เขยมาพบก่อน จึงได้ไล่ให้น้องชายออกไป และจะนำพี่ชายส่งรพ.แต่ได้เสียชีวิตก่อน พี่เขยจึงได้พาชาวบ้านไปล้อมจับน้องชายได้ภายในวัดบ้าหนองใส ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 20 เมตร

จากการสอบสวนนายสายลม ให้การรับสารภาพว่า ได้ฆ่าพี่ชายจริง เพราะกลัวผู้ตายจะฮุบเอามรดกของพ่อแม่คือบ้านหลังที่อาศัยอยู่ด้วยกันไปคนเดียว โดยก่อนเกิดเหตุหลังจากตนได้ทำร้ายพี่ชายบาดเจ็บสาหัส ตนก็ไม่ได้ไปทำงานก่อสร้างกับพี่เขย และได้ไปทำงานที่บริษัทน้ำดื่มแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

หลังจากพี่ชายออกจากรพ.กลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน ตนก็ไม่พอใจเพราะเครียดแค้นที่ผู้ตายจะฮุบมรดก คือบ้านที่พ่อแม่สร้างเอาไว้คนเดียว จึงเก็บความแค้นเอาไว้ในใจ และแค้นที่ถูกพี่ชายทุบตีมาตลอด

ก่อนเกิดเหตุหลังเลิกงานวันนี้ ตนได้นั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนร่วมงานจนมีอาการมึนเมา เมื่อกลับมาบ้านเห็นพี่ชายนอนหลับอยู่บนเตียง ตนได้นำท่อนไม้ที่เตรียมไว้ย่องเข้าไปทุบตีหัว ใบหน้า และลำตัว แบบไม่ยั้ง หวังฆ่าให้ตาย และใช้มีดจิ้มบริเวณขาหลายแผล พอดีพี่เขย พี่สาว และน้องสาว มาพบและเข้าห้าม ตนจึงถือไม้วิ่งหลบหนีเข้าไปในวัด กระทั่งมาถูกชาวบ้านจับกุมส่งตำรวจ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายสายลม ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และกราบขอขมาศพนายเชาว์พี่ชาย ท่ามกลางชาวบ้านที่มามุงดู และด่าสาปแช่งฆาตกรที่มีจิตใจโหดเหี้ยม ตำรวจได้แจ้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ควบคุมตัวไปโรงพัก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา:sanook

สาวโร่แจ้งความอ้างถูกตำรวจรีดทรัพย์ พาออกจากห้องขังไปข่มขืน

สาวโร่แจ้งความอ้างถูกตำรวจรีดทรัพย์ พาออกจากห้องขังไปข่มขืน

           สาวโร่แจ้งความถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างเป็นตำรวจ บุกจับคดีเสพยาไอซ์แล้วรีดทรัพย์แลกอิสรภาพ ซ้ำร้ายยังพาออกจากห้องขังไปข่มขืนในที่เปลี่ยว

(22 มิ.ย.) เมื่อเวลา 16.30 น. สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อ้างว่าตัวเองถูกกลุ่มตำรวจนอกรีตโรงพักแห่งหนึ่ง ทำการจับกุมในข้อหาเสพยาเสพติด แล้วทำการลักทรัพย์ , ข่มขู่รีดไถเงินเพื่อแลกอิสรภาพ และพาไปข่มขืนกระทำชำเรา

จากการสอบสวน น.ส.แอน (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ชาว อ.ศรีเชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนมีอาชีพเป็นหมอนวดแผนไทยอยู่ที่เกาหลีใต้ แต่ภายหลังถูกทางการเกาหลีใต้จับกุมในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็ถูกเนรเทศกลับไทย และเพิ่งมาขอพักอาศัยอยู่กับเพื่อนชื่อ น.ส.บิว (นามสมมุติ) ที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ในซอยเฉลิมพระเกียรติ 9 ย่านพัทยาเหนือ และเพื่อรอเวลาหางานใหม่

กระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนนั่งกินข้าวอยู่กับ น.ส.บิว และ น.ส.ฟาง ซึ่งรู้จักกันแค่เพียงผิวเผิน จู่ๆ มีชายฉกรรจ์จำนวน 4 คน และเด็กชายอายุประมาณ 5 ขวบ 1 คน ใช้กุญแจไขประตูเปิดเข้ามาในห้อง พร้อมกับอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.นาจอมเทียน

จากนั้นทั้งหมดได้ทำการค้นห้องพัก ก่อนฉวยเอาพระเครื่องของตนรวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ อีกหลายรายการ ไปเป็นของตัวเองโดยอ้างว่าจะเก็บไว้ให้ ซึ่งจากการตรวจค้นพบยาไอซ์จำนวน 40 กรัม อยู่ในตัว น.ส.บิว ส่วนตนเองก็ยอมรับว่าเสพยาจริง ทางตำรวจจึงนำตัวไปที่ สภ.นาจอมเทียน ก่อนพาไปกักตัวที่ห้องทำงาน และยังไม่ถูกนำตัวเข้าห้องควบคุม

ต่อมาวันที่ 9 มิ.ย. น.ส.บิว มาบอกว่า ตำรวจให้หาเงินมาจำนวน 5,000 บาท เพื่อจะใช้ล่อซื้อยาเสพติด ถ้าหามาไม่ได้ตำรวจก็จะไม่ปล่อยตัว ตนจึงโทรศัพท์ไปยืมพี่ชายซึ่งเป็นตำรวจที่กรุงเทพฯ และได้เงินมาจำนวน 2,000 บาท รวมกับเงินสดในบัญชีธนาคารของตนอีก 1,500 บาท เป็นเงินทั้งหมด 3,500 บาท เลยต่อรองว่ามีเงินเพียงเท่านี้ ทางเจ้าหน้าที่จึงให้ตนโอนเข้าบัญชีของ น.ส.บิว และไม่ทราบว่าเพื่อนสาวเอาเงินไปล่อซื้อยาเสพติดตามที่บอกหรือไม่

กระทั่งกลางดึกวันที่ 10 มิ.ย. ชายที่อ้างว่าเป็นตำรวจชื่อต้น (ไม่ทราบยศ) และเข้าเวรห้องควบคุมอยู่ในขณะนั้น ได้เรียกตนออกมาจากห้องขัง ซึ่งในขณะนั้นมีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันถูกคุมขังอยู่รวม 7 คน ก่อนพาไปนอนยังห้องๆ หนึ่งบนสถานีตำรวจ พร้อมกับบอกว่าจะทำเครื่องหมายฝากไว้เพื่อไม่ให้ใครมายุ่ง จากนั้นจึงใช้ปากดูดลำคอของตนจนเป็นรอยจ้ำ และพยายามจะปลุกปล้ำขืนใจ แต่ตนอ้างว่ามีประจำเดือน นายต้นจึงผละออกไปและนำตนกลับไปยังห้องควบคุมเหมือนเดิม

ถัดไปเพียงวันเดียว น.ส.บิว มาบอกให้ตนหาเงินมาอีก 15,000 บาท เพื่อใช้ล่อซื้อยาอีกครั้ง และครั้งนี้หากหาเงินมาได้ตำรวจก็จะปล่อยตัว ตนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงโทรศัพท์ไปหาพี่สาวที่ต่างจังหวัดเพื่อขอความช่วยเหลือ พี่สาวจึงเอาสร้อยคอทองคำไปจำนำแล้วส่งเงินมาให้ ก่อนที่ตนโอนเข้าบัญชี น.ส.บิว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการปล่อยตัว

และในคืนวันเดียวกันนั้นนายต้น ที่เข้าเวรหน้าห้องควบคุม ได้เรียกตนออกมาจากห้องขังอีกครั้ง พร้อมกับบอกว่าจะพาไปขับรถเที่ยวเพื่อให้หายเครียด แต่ภายหลังกลับพาตนขับรถเข้าไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งที่กำลังก่อสร้าง ตั้งอยู่หลังคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ถนนจอมเทียนสาย 2 ย่านชายหาดจอมเทียน ซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ก่อนพยายามปลุกปล้ำขืนใจ แต่ตนมีประจำเดือน ประกอบกับอวัยวะเพศของนายต้นไม่แข็งตัว ทำให้ไม่สำเร็จความใคร่ ก่อนที่จะพาตนกลับไปคุมขังตามเดิม

จนเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. เวลาประมาณ 10.00 น. พี่ชายซึ่งเป็นตำรวจอยู่โรงพักแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้เดินทางมาเยี่ยมตนพร้อมกับสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะไปเจรจากับนายอึ่งที่อ้างตัวเป็นหัวหน้าชุดจับกุม นายอึ่งจึงยื่นข้อเสนอให้หาเงินมาจำนวน 100,000 บาท เพื่อแลกกับอิสรภาพ แต่พี่ชายหาเงินมาได้เพียง 60,000 บาท เลยทำการต่อรองจนนายอึ่งยินยอม

จากนั้นมีชายไทยชื่อนายหวัง มารับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ภายหลังนายอึ่งกลับบอกว่าตนเองจะต้องถูกดำเนินคดีพนันฟุตบอล หากไม่อยากถูกดำเนินคดีก็ต้องจ่ายเงินอีก ตนเลยบอกว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่แค่ 3,000 บาท ทางนายอึ่ง ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนยึดเงินจำนวนดังกล่าวของตนไป แล้วปล่อยตัวออกมาช่วงบ่ายวันเดียวกัน

ภายหลังตนได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาญาติๆ และคิดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงเดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับไปตรวจร่างกายที่ รพ.บางละมุง และ รพ.เมืองพัทยา ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา จากนั้นจึงเดินทางเข้าร้องเรียนที่มูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี , กระทรวงยุติธรรม และจเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความช่วยเหลือและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ด้าน ร.ต.อ.สิระภูเดชน์ ชำนาญกิจ รองสารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี เผยว่า เบื้องต้นได้ประสานไปยังตำรวจชุดสืบสวนเพื่อให้ตรวจสอบกล้องจรปิดใกล้เคียงที่เกิดเหตุ พร้อมกับรวบรวมพยาน-หลักฐานส่งสำนวนการสอบสวน ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยืนยันว่าจะทำคดีอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่าผิดจริงก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ที่มา:sanook